ตกงานหรือถูกไล่ออก......คุณควรจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

คุณครับ เวลาคุณถูกเลิกจ้างบางบริษัทก็ใช้วิธีการแจกซองขาว บางทีถ้ามากๆ ก็ปลดคนงานเป็นพันเป็นหมื่นก็มักจะใช้ปิดประกาศรายชื่อผู้ถูกเลิกจ้าง ผมจะพยายามรวบรวมสิ่งที่คุณควรเข้าใจและปฏิบัติให้ได้ รับสิทธิคุ้มครองโดยกฎหมายให้ได้มากที่สุดนะครับ ปกติแล้วสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
1.ค่าจ้าง จริงๆ แล้วก่อนที่คุณจะรู้ว่าคุณได้รับสิทธิประโยชน์ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย
หรือเปล่าคุณควรจะต้องรู้ก่อนนะครับว่าค่าจ้างนั้นคืออะไร อะไรเป็นค่าจ้าง หรืออะไรไม่ใช่ค่าจ้าง ผมจะให้นิยามง่ายๆ ทำให้คุณเข้าใจง่ายๆ ดังนี้
ค่าจ้าง = รายได้ที่เกิดจากการทำงานที่ได้รับจากนายจ้าง โดยมีลักษณะการจ่ายเป็นประจำ
ทุกๆ เดือน หรือทุกๆ 15 วัน โดยมีการกำหนดวันที่ง่วงหน้า เช่น จ่ายทุกวันสุดท้ายของเดือน รวมไปถึงค่าต่างๆ ที่จ่ายคุณในระบบเงินเดือน ของบริษัท โดยไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตามที่คุณได้รับประจำทุกเดือน เช่น ค่าตำแหน่ง ค่าโทรศัพท์มือถือ เงินเดือน ฯลฯ แต่ถ้าเป็น OT เบี้ยขยัน ค่าเช่าบ้าน โบนัส ที่ได้ไม่ทุกเดือนก็จะไม่นับรวมเป็นเงินเดือนนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาคุณถูกเลิกจ้างคุณจะได้คำนวณคร่าวๆ ได้โดยใช้ค่าจ้างมาคำนวณกับอายุงานของคุณนะครับ
2.สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 1 เดือน ปกติถ้าบริษัทบอกคุณล่วงหน้า 1 เดือน บริษัทก็ไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายเงินค่าจ้าง และถ้านายจ้างเกิดบอกเลิกจ้างทันที ไม่ว่าวันใดก็ตามเขาต้องจ่ายค่าจ้างเดือนนั้นก่อน วันที่ 14 เดือนธันวาคม นายจ้างจ่ายจนครบเดือนบวกกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยตามกฎหมาย แต่ท่านไม่ต้องปวดหัวครับ ถ้าท่านไม่แน่ใจว่าคุณได้รับ
สิทธิประโยชน์ถูกต้องครบถ้วนหรือเปล่านะครับ
3.ค่าชดเชย ผมใช้ภาษาแบบง่ายๆ ล่ะกันนะครับ ค่าชดเชยก็ตามกฎหมายแรงงาน
• ถ้าคุณทำงานในกรณีที่ทำงานไม่เกิน 119 วัน คุณจะไม่ได้รับเงินค้าชดเชยหรือเงินใดๆ
ก็ตาม จะได้ค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยในกรณีปัจจุบันทันด่วน
• ถ้าคุณทำงานตั้งแต่ 120 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี คุณจะได้รับค่าชดเชยเป็น 1 เดือน
• ถ้าคุณทำงานมากกว่า 1 ปี ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3 ปี คุณจะได้รับค่าชดเชย 3 เดือน
• ถ้าคุณทำงานมากกว่า 3 ปี ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 6 ปี คุณจะได้รับค่าชดเชย 6 เดือน
• ถ้าคุณทำงานมากกว่า 6 ปี ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 10 ปี คุณจะได้รับค่าชดเชย 8 เดือน
• สุดท้ายถ้าคุณทำงานเกิน 10 ปี คุณได้รับค่าชดเชย 10 เดือน ไม่ว่าคุณจะเกิน 10 ปี ไปกี่ปี
ก็ตามนะครับ

4.ค่าชดเชยในส่วนวันลาพักร้อน ไม่ว่าบริษัทจะมีกำหนดวันพักผ่อนประจำปีกี่วัน ถ้าคุณเหลือกี่วันนะครับใช้สูตรนี้คำนวณนะครับ เช่น เงินเดือน 18,000 บาท หาร 30 วัน เท่ากับ 600 บาท ต่อ 1 วัน
ถ้าคุณเหลือวันลาพักร้อนในรอบปีนั้น 10 วัน ก็เอา 600 คูณ 10 วัน คุณก็จะได้ 6,000 บาทครับ
หลังจากที่คุณทราบถึงสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายแล้ว ต่อไปปมจะมาพูดถึงเรื่องของความยุติธรรมนะครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าบริษัทเขาปลดคนงานออกโดยบริษัทยังมีเงินอยู่ และมีจริยธรรมก็จะจ่ายตามกฎหมายถูกต้องตามสิทธิประโยชน์ แต่ถ้าบริษัทไหนไม่มีคุณธรรมก็อาจจะสวมรอยในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเลิกจ้าง พนักงานโดยไม่มีเหตุผลอันควรเพราะฉะนั้นถ้าเกิดเป็นแบบนี้นะครับถ้าเกิดคุณ เป็นคนกรุงเทพฯ คุณสามารถไปที่แรงงานเขต ซึ่งจะอยู่ในที่ว่าการของเขตต่างๆ กระจายอยู่ทุกเขต เข้าไปปรึกษาเจ้าหน้าที่แรงงาน เจ้าหน้าที่แรงงานจะเป็นคนไกล่เกลี่ยหรือการไกล่เกลี่ยไม่ลงตัว ไม่มีใครยอมใครทางเจ้าหน้าที่แรงงานเขตก็จะแนะนำให้ดำเนินการฟ้องศาลแรงงาน ซึ่งคุณก็จะต้องเข้าไปที่ศาลแรงงานเพื่อไปพบนิติกร (เจ้าหน้าที่กฎหมาย) ที่มีความเชี่ยวชาญด้ายกฎหมายแรงงานดำเนินการเข้าไปสู่ศาลแรงงาน ซึ่งพอไปถึงขั้นตอนในศาลแรงงานนั้น ศาลจะเริ่มต้นเรียกคุณและนายจ้างมาพบที่ศาลแรงงาน แต่ถ้าผู้พิพากษาไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ก็จะนัดสืบพยานทั้ง 2 ฝ่าย แล้วศาลก็จะตัดสินไปตามวิจารณญาณของคณะผู้พิพากษาและพยานหรือหลักฐานต่างๆ ผมขอแนะนำนะครับในกรณีที่ขึ้นศาลแรงงานนั้นหลักฐานที่เป็นเอกสารสำคัญ มากกว่าหลักฐานที่เป็นพยานนะครับ ดังนั้นเอกสารใดที่เป็นเอกสารที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีให้เตรียมมาให้พร้อม แต่ในกรณีที่ท่านพอมีสตางค์อยู่บ้างนั้น ผมแนะนำให้จ้างมนายมาช่วยในการต่อสู้ในศาลหรือปรึกษานิติกรที่ศาลแรงงาน ในกรณีที่ไม่มีสตางค์จ้างทนายนะครับ หรือในกรณีที่ไม่สะดวก คุณสามารถโทรสายด่วน 1506 สอบถามหรือแจ้งขอร้องทุกข์ต่อกระทรวงแรงงานโดยตรงได้เลย แต่ผมว่านะครับคุณควรจะเห็นใจทั้ง 2 ฝ่ายนะครับ ถ้าเกิดในกรณีที่บริษัทไม่มีสตางค์จะจ่ายค่าชดเชยพนักงานทั้งหมด ศาลก็อาจจะใช้อำนาจบังคับคดีจากทรัพย์สินต่างๆ ที่เหลืออยู่ของบริษัทมาขายทอดตลาด แล้วเงินก้อนนี้มากระจายหารให้พนักงานได้ให้ทั่วถึงกันนะครับ ยังไงปมก็หวังว่าคุณคงได้ทราบข้อมูลในกรณีขั้นตอนต่างๆ และสิทธิประโยชน์คุณควรจะได้รับนะครับ แต่ในกรณีที่คุณถูกนายจ้างกลั่นแกล้งหรือเลิกจ้างไม่เป็นธรรม บางทีคุณอาจจะได้สิทธิประโยชน์มากกว่ากฎหมายแรงงาน ขึ้นกับดุลยพินิจของผู้พิพากษาศาลแรงงานในแต่ละกรณีนะครับ ผมขอให้ท่านโชคดีนะครับ

 

 

 

สิทธิประโยชน์ในด้านประกันสังคมในกรณีการว่างงาน
ท่านครับสำหรับท่านที่เป็นลูกจ้างทุกคนต้องรู้และไม่ควรมองข้ามนะครับ ก็คือ คุณน่าจะได้ใช้บริการของเงินประกันสังคมที่คุณโดนหักอยู่ทุกๆ เดือนไป ผมเชื่อว่าหลายคนไม่เคยรู้เลยนะครับว่า ประกันสังคมจะช่วยคุณได้ตอนตกงานด้วยนะครับ ธรรมดาบางคนก็ใช้ประกันสังคมเฉพาะในส่วนของการใช้บริการเวลาเจ็บป่วนเท่า นั้น คราวนี้ถึงเวลายามนี้ต้องงัดเอาสิทธิที่ท่านพึงได้มาใช้แล้วครับ ผมจะสรุปสาระใจความสำคัญให้เข้าใจง่ายๆ มาเล่าให้ฟังครับ แต่ท่านต้องรู้ก่อนนะว่าตัวท่านเข้าคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิหรือเปล่า และมีขั้นตอนยังไงบ้าง
1. ต้องจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือน แลกะต้องอยู่ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน
2. คุณได้สิทธิทั้งถูกเลิกจ้างและลาออก
3. อายุต้องมากกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี (ในกรณีที่บริษัทยังจ้างคุณอยู่และหักประกันสังคมอยู่ คุณก็มีสิทธิได้นะครับ
4. ท่านต้องมายื่นคำร้องต่อสำนักงานประกันสังคมในเขตที่ทำงานของคุณ (ในกรณีไมรู้ว่าอยู่เขตไหน ก็ให้ถามฝ่ายบุคคลท่านนะครับหรือโทรถาม BUG 1113 หรือ Call center 1506 ของสำนักงานประกันสังคมภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ไม่มีงานทำนะครับ แล้วก็ช่วยกรุณาไปรับเงินภายในระยะเวลา 2 ปี นะครับถ้าไม่ไปใช้สิทธิเค้าก็รับเงินของคุณเข้าหลวงนะครับท่าน
5. ท่านต้องเป็นคนที่ยังสามารถทำงานได้และยินยอมที่จะอบรม หรือต้องไม่ปฏิเสธที่จะฝึกงานและได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐ โดยไปรายงานตัวที่สำนักงานประกันสังคมที่ท่านสังกัดอยู่ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
6. ท่านต้องไม่เป็นคนทุจริต จนถูกเลิกจ้างหรือทำผิดทางอาญา ทำผิดต่อนายจ้างจนนายจ้างได้รับความเสียหายหรือละทิ้งหน้าที่เกิด 7 วันทำการโดยไม่มีเหตุอันควร
7. นอกจากนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในกรณีชราภาพไปแล้ว

 

 

 

8. ถ้าเกิดคุณไม่ไปรายงานตัวเดือนไหน คุณก็จะไม่ได้รับสิทธิในเฉพาะเดือนที่ไม่ไปรายงานตัว
9. ท่านมีคุณสมบัติดังกล่าวแล้วภายใน 8 วัน ท่านจะได้รับสิทธินั้นตั้งแต่วันว่างงานตามอัตราและกฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ;-
- กรณีถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินทดแทนการว่างงาน 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน (คิดในอัตราเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท)
- กรณีที่ท่านลาออกไม่เกิน 90 วัน (คิดในอัตราเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท)
- ในกรณีที่ท่านถูกเลิกจ้างและลาออกเกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี ได้สิทธิรวมกันไม่เกิน 180 วัน
- ในกรณีที่ท่านลาออกเกินกว่า 1 ครั้ง จะได้รับสิทธิประโยชน์รวมกันไม่เกิน 90 วัน ถ้าคุณที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนข้ามปีก็ไดให้นับต่อเนื่องไปข้ามปีปฏิทิน ถัดไป

ในกรณีการขึ้นทะเบียนว่างงานนั้นมี 3 กรณีที่คุณต้องทราบ
1. ในกรณีปกติ พอคุณว่างงานนั้น ถ้าเกิดคุณขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน คุณจะได้รับสิทธิตั้งแต่วันที่ 8 ไปจนครบสิทธิไม่ว่ากรณีเลิกจ้างหรือลาออก
2. ในกรณีที่ท่านเกิดขึ้นทะเบียนเกิน 30 วัน แต่ยังไม่เกินจำนวนวันที่ได้รับสิทธิประโยชน์ก็ให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์ เท่าจำนวนวันที่เหลืออยู่ เช่นคุณได้รับสิทธิ 180 วัน แต่คุณมาขึ้นทะเบียนวันที่ 90 หลังจากว่างงาน คุณก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหลือเพียง 90 วัน เท่านั้น
3. ในกรณีที่คุณขึ้นทะเบียนเกิน 30 วัน และเกินสิทธิประโยชน์ก็จะทำให้คุณหมดสิทธิในการใช้สิทธิประโยชน์

 

 

 

ในการขึ้นทะเบียนว่างงานไปที่สำนักงานประกันสังคมแล้วกรอก

1. แบบ สปส. 2-01/7 (ไม่ต้องห่วงนะครับ แค่ไปบอกเจ้าหน้าที่เค้า เค้าก็จะแจ้งคุณให้ทราบว่ากรอกฟอร์มใบไหน)

2. นำสำเนาหนังสือแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (สปส. 6-09) หรือหลักฐานจากทางนายจ้างว่าท่านหมดสภาพการเป็นลูกจ้าง เช่น หนังสือเลิกจ้าง หรือหนังสือลาออก

3. สำเนาสมุดบัญชีออมทรัพย์ หน้าแรกที่มีเลขบัญชีพร้อมทั้งชื่อบัญชีของคุณ ผู้ยื่นคำขอ
- เป็นผู้ประกันตน
- ทายาทผู้ประกันตน (กรณีที่คุณเสียชีวิตหลังจากคุณขอยื่นคำร้องแล้ว) สถานที่ยื่นคำขอ สำนักงานจัดหางานใดก็ได้ที่ท่านไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียนบ้าน
หวังว่าสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่คุณได้รับตามสิทธิของผู้ประกันตนก็เป็นอีกก้อนหนึ่งที่จะต่อชีวิตคุณและ ครอบครัวได้อีกเฮือกหนึ่ง อย่างไรคุณก็ควรไปใช้สิทธิที่คุณควรจะได้รับนะครับสิทธินี้มีไว้ใช้ ไม่ได้มีไว้เก็บ อย่าปล่อยให้สิทธิของคุณลอยนวลไปโดยไม่ได้ใช้เพราะว่าคุณไม่รู้นะครับ เพราะว่าผมได้บอกแล้วนะครับ

 

 

 

 

การแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างชาญฉลาดในภาวะวิกฤต
หลังจากที่ท่านผ่านอะไรหนักๆ เครียดๆ ไหนจะตกงาน ไหนจะค่าเทอมลูก ไหนจะค่าใช้จ่ายในบ้าน ไหนจะหนี้สิน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต หรือสินเชื่อบุคคล หรือแม้กระทั่งหนี้นอกระบบ พอท่านตกงานแล้วคุณจะขาดสติ เครียด หงุดหงิด บางคนอาจจะคิดที่จะหนีปัญหา เช่น หนีเจ้าหนี้หรือแม้กระทั่งฆ่าตัวตาย ไม่ว่าท่านจะหนีปัญหาอย่างไรก็ตามก็หนีไม่พ้นหรอกครับ เชื่อผม มีสติแล้วมาแก้ปัญหาเรื่องการเงินให้ได้เสียก่อน ผมรู้ว่ามันยากนะแต่การแก้ปัญหาด้านการเงินนะ ผมขอเน้น 2 วิธี คือการเจรจาและการปรับการใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือยให้อยู่ในสภาพที่รัดเข็มขัด ที่เต็มตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะทำให้คุณผ่านพ้นวิกฤตตรงนี้ไปได้ ผมเน้นเลยนะครับว่าต้องมีสติ อย่าลน , ตีโพยตีพาย , หรือทะเลาะกับคนในคอรบครัว ผมว่ามันไม่ใช่ทางออกหรอกครับ ลองอ่านดูที่ผมจะแนะนำก่อนละกันครับหลักการคิดนะครับ ถ้าเรื่องนี้ทุกคนได้ประโยชน์ การแก้ปัญหาจะจบลงได้ด้วยดี แต่ถ้าหลีกคอดนะ คุณมองตัวคุณคนเดียวไม่คิดถึงคนอื่นการแก้ปัญหาหนี้สินหรือการเอาชีวิตรอด ให้ผ่านวิกฤตนี้ ผมว่ารอดยากนะครับ เชื่อผมนะครับมาเริ่มเผชิญปัญหาอย่างกล้าหาญและมีสติกับผม ผมรู้ว่ามันยากแต่ถึงจุดนี้แล้วผมว่าผมต้องผ่านให้ได้นะครับ บางทีพอปัญหามันผ่านมาแล้วคุณกลับจะคิดว่าจริงๆ ถ้าเราทำแบบนี้ตั้งนานเราก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวอยู่อย่างนี้หรอกครับ มาครับมาลองกันดูซักตั้งนะครับ

1.ตั้งสติ ทำใจพร้อมที่จะเผชิญปัญหาทุกอย่าง ทิ้งทุกอย่าง เช่น หน้าตา ความขี้อาย แล้วพกพาความมั่นใจ ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาหนี้สินจากผู้รู้ หรือหน่วยงานต่างๆ ที่ช่วยเหลือเรา จะทำให้เรามั่นใจว่าเรามาถูกทางแล้ว

2.อย่าเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว ถ้าคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว คุณต้องเล่าให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนทราบนะครับ จะได้ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ปัญหา ไม่เครียดคนเดียว ไม่งั้นพคุณได้ผูกคอตายแน่ๆ

3.คราวนี้คุณก็ต้องมาล้วงกระเป๋าคุณดูทรัพย์สินต่างๆ อะไรที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้บ้าง
เช่น ที่ดิน บ้าน ทองหรือของมีค่าใดก็ตาม ชั่วโมงนี้อย่าเสียดายทำใจนะครับ ของพวกนี้เป็นของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้ แล้วสรุปว่า ตอนนี้เราจะรู้แล้วว่าหน้าตักเราก็มีตังค์แค่ไหนพอจะเอาตัวรอดกับครอบครัวไป ได้นานแค่ไหน

 

4.คราวนี้เรามาดูกันว่า ค่าใช้จ่ายของตัวเรา หรือครอบครัวเรา คิดแบบประหยัดสุดๆ นะครับ คุณจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ได้นะครับ ไม่ต้องอายใคร คุณคิดอย่างเดียวว่าคุณจะต้องผ่านวิกฤตนี้ในชีวิตนี้ให้ได้ไม่ต้องไปสนพวก ปากหอยปากปู ไอ้พวกมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ ไม่ช่วยแล้วยังมาซ้ำเติม อย่าไปสนคนเหล่านั้นนะครับ แล้วคุณคำนวณให้ได้ว่า เดือนหนึ่งคุณต้องจ่ายอะไรบ้าง และต้องจ่ายเวลาไหนนะครับ เพราะหนี้ยางอย่างถ้าคุณจ่ายตรงเวลาดอกเบี้ยคุณจะถูก แต่ถ้าคุณไม่จ่ายตรงเวลา คุณโดนค่าปรับ แถมอาจจะทำให้เครดิตคุณเสียเร็วไปกว่าเวลาอันควร แถมต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงแบบโหด
5.หากัลยามิตร พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อนสนิท แฟนเก่า หรือใครก็ได้ ที่จะเป็นตัวช่วยเวลาคุณเข้ายากจน ถ้าไม่จำเป็นช่วยตัวเองก่อนนะครับ แต่เริ่มนึกชื่อคนเหล่านั้นไว้เผื่อว่าคุณแก้ปัญหาเพียงลำพังไม่อยู่ จำไว้นะครับว่าจังหวะเศรษฐกิจแบบนี้ทุกคนเอาตัวรอด และคุณต้องคิดตามคำพระก่อนว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เก็บตัวช่วยเหล่านี้ไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เพราะคนอื่นเค้าก็เดือนร้อนเป็นเหมือนกัน
6.คราวนี้คุณเอาข้อมูล รายรับ รายจ่าย แล้วทำตามสูตรเดียวกันกับการแก้ปัญหาต่างๆ ของบริษัทต่างๆ เค้าคิกกันครับ สูตรง่ายๆ ครับ แต่ทำยาก คือ เพิ